หน้าหลัก > ธุรกิจเอสซีจี

ธุรกิจเอสซีจี

       
ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง
 

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 และความผันผวนของเศรษฐกิจ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้เร่งปรับตัวและปรับโมเดลธุรกิจเพื่อให้สามารถตอบรับกับรูปแบบการดำเนินชีวิต และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยมีเป้าหมายในการยกระดับ มาตรฐานการก่อสร้างและที่อยู่อาศัยแบบครบวงจร ทั้งสินค้า บริการ โซลูชัน และช่องทางจัดจำหน่าย ให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยยังคงมุ่งดำเนินธุรกิจตามวิสัยทัศน์ คือ การสร้างความแข็งแกร่งของตลาดในภูมิภาคอาเซียน ควบคู่กับการปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ร่วมกับทุกสังคมและชุมชน ที่ธุรกิจเข้าไปดำเนินงาน

ผลการดำเนินงาน ปี 2563

ความท้าทายของธุรกิจ

ปี 2563 ภาคธุรกิจทั่วโลกต้องเผชิญกับความท้าทายจากไวรัสโควิด 19 หลายประเทศใช้มาตรการปิดเมืองเพื่อจำกัดการแพร่ระบาด ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก ต้องหยุดชะงัก ซึ่งธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เป็นความท้าทายในการเตรียม มาตรการรองรับเพื่อให้พนักงาน คู่ธุรกิจ รวมไปถึงลูกค้า ปลอดภัยมากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องบริหารให้ธุรกิจ ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง รูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้คน ความต้องการ และพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผล ให้เกิดกระแสตื่นตัว ในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ทำให้ธุรกิจต้องปรับตัว เพื่อให้ยังสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

การปรับตัวอย่างรวดเร็วของธุรกิจในปี 2563

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง สามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาส โดยปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพ การดำเนินงานในด้านต่างๆ ดังนี้

  • ระยะสั้น – ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อให้พนักงานคู่ธุรกิจ รวมถึงลูกค้ามีความปลอดภัยมากที่สุด ในช่วงที่ยังมีการระบาดของโควิด 19 โดยจัดให้มีมาตรการที่รัดกุมและสอดคล้องกับมาตรการป้องกันโรคระบาด ที่ประกาศโดยทางราชการ ทั้งในสำนักงาน โรงงาน ร้านค้าและพื้นที่ก่อสร้าง นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ธุรกิจได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เช่น การควบคุมค่าใช้จ่าย ต้นทุน และเงินลงทุน ให้สอดคล้องกับ สถานการณ์การเตรียมพร้อมด้านการผลิต และ Supply Chain เพื่อลดผลกระทบจากการปิดเมือง การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ส่งผลให้ธุรกิจดำเนินงานได้ไม่ติดขัด และการพัฒนาสินค้าที่มีความหลากหลาย ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า รวมทั้งนำเสนอสินค้าที่เน้น การประหยัดพลังงาน และสุขอนามัย เพิ่มขึ้น
  • ระยะยาว – ปรับโมเดลธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และรูปแบบการดำเนินชีวิต ของผู้บริโภคโดยเน้น การพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มและโซลูชันต่าง ๆ ที่ช่วยแก้ไขปัญหาและตอบสนอง ความต้องการของลูกค้า และมุ่งเน้นการพัฒนาช่องทาง การจัดจำหน่ายออนไลน์เพื่อรองรับ การขยายตัวของการจับจ่ายใช้สอย ผ่านทางช่องทางออนไลน์ของลูกค้า ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมไปถึงการปรับโครงสร้างการถือหุ้น และควบรวมกลุ่มธุรกิจค้าปลีก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของธุรกิจ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการขยายธุรกิจ ในภูมิภาคอาเซียนด้วย

ผลการดำเนินงานของธุรกิจ

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขายรวม 171,720 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7 จากปีก่อน โดยมี EBITDA 21,591 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากปีก่อน และมีกำไรสำหรับปี 6,422 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 จากปีก่อน เนื่องจากการบริหารต้นทุน ในการดำเนินงานที่ดีขึ้น

ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศ ปรับตัวลดลงจากปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 โดยความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศ ยังคงมาจากงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก ในขณะเดียวกันความต้องการใช้สินค้า ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างในประเทศ ก็ยังคงได้รับผลกระทบ จากกำลังซื้อภาคครัวเรือนที่ทรงตัว สำหรับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียน สถานการณ์ตลาดของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ต่างก็ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้ตลาดชะลอตัว โดยเฉพาะในประเทศ ที่มีการระบาดในระดับที่สูง และต้องมีการ lock down เช่น อินโดนีเซีย เมียนมา และฟิลิปปินส์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ก็ได้พยายามปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ตลาด และพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป อันเกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 โดยได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพ ของการดำเนินงาน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ผ่านทางช่องทางต่าง ๆ การพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการ ที่เปลี่ยนไปของลูกค้า และสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด

การปรับตัวขององค์กรเพื่อตอบรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2563

  • ด้านธุรกิจ
    • ให้ความสำคัญกับการสื่อสารและทำงานร่วมกับคู่ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงที่มีการปิดเมือง อาทิ CPAC Construction Solution ได้ปรับระบบ Supply Chain ใหม่ และจัดเตรียมแผนสำรอง รวมถึงปรับขั้นตอนการดำเนินการต่าง ๆ ภายใต้มาตรการ ป้องกันโรคระบาดในพื้นที่ก่อสร้าง เป็นต้นเพื่อให้งานก่อสร้างสามารถเดินหน้าต่อได้ ไม่หยุดชะงัก
    • ปรับความหลากหลายของสินค้า (Product Portfolio) เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และสถานการณ์เศรษฐกิจ รวมทั้งนำเสนอสินค้าและโซลูชัน ที่ช่วยประหยัดพลังงานภายในบ้าน ตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น และสินค้ากลุ่มเน้นด้านสุขอนามัยซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน
    • ผนวกสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าอย่างครบวงจร เช่น การให้บริการงานหลังคาบ้านครบวงจร การให้บริการออกแบบ ติดตั้ง และดูแลรักษาสวนรอบบ้านการให้บริการซ่อมสุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำ เป็นต้น
    • มุ่งขยายธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบ Active Omni-channel โดยในประเทศได้ขยายร้านค้าปลีกในรูปแบบแฟรนไชส์ จาก 11 สาขา เป็น 18 สาขา นอกจากนี้ยังร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจหาสินค้าใหม่ๆ ที่ตอบความต้องการของลูกค้า สำหรับธุรกิจออนไลน์ ได้พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มความสามารถ ในการตอบสนองลูกค้า เช่น nocnoc.com, scghome.com และ Q-Chang เป็นต้น รวมทั้งร่วมกับผู้แทนจำหน่าย ปรับรูปแบบการขายมาใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น
    • เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุน ด้วยการนำระบบ Industry 4.0 มาประยุกต์ใช้ รวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ที่มีความเชี่ยวชาญ ในการนำเทคโนโลยีที่นำสมัยอย่างระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ (Automation) และระบบตรวจสอบคุณภาพสินค้า (Image Processing Detection) เป็นต้น
    • นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการดำเนินงาน ได้แก่ Optimization / Robotic Process Automation (RPA) ของธุรกิจโลจิสติกส์สำหรับลูกค้าธุรกิจ (B2B) เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและเพิ่มการขายให้ครบวงจรยิ่งขึ้น ขณะที่ธุรกิจโลจิสติกส์สำหรับลูกค้ารายย่อย (B2C) นั้น สามารถพัฒนาการให้บริการ ให้มีประสิทธิภาพ และตรงกับความต้องการ ของลูกค้ามากขึ้น ทำให้ผลประกอบการดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงโควิด 19 และได้สร้างความประทับใจ แก่ลูกค้าจนเป็น viral ใน social media
    • เพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้า ไปยังตลาดใหม่ๆ อาทิ ประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศออสเตรเลีย โดยมีปริมาณสูงกว่าปีที่แล้ว +70% ในสินค้ากลุ่มซีเมนต์ และ +47% ในกลุ่มเหล็กและแร่
  • ด้านบุคคล
    • ปรับเปลี่ยนกระบวนการทางความคิด (Mindset) ที่เน้นความคล่องตัว (Agility) และความยืดหยุ่น (Resilience) เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น
    • ด้านการพัฒนาพนักงาน ส่งเสริมให้พนักงานเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง ผ่านระบบการเรียนออนไลน์ และเน้นการพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็น อาทิ Digital Skill และ Data Analytics เป็นต้น
    • ปรับรูปแบบทำงานเป็น Hybrid Workplace เพื่อให้พนักงานทุกคน ยังคงปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบสินค้า และบริการที่มีคุณภาพให้กับลูกค้า
  • ด้านนวัตกรรม
    • เร่งสร้างนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดการระบาดของไวรัสโควิด 19 เช่น การคิดค้นอิฐทนไฟที่ไม่ดูดซับความชื้น ช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดเก็บอิฐทนไฟ ได้นานขึ้นโดยไม่เสื่อมสภาพโดยเฉพาะในช่วงที่การขนส่งระหว่างประเทศทำได้ยาก o พัฒนาระบบงานหลังบ้าน (Back End) ตลอดกระบวนการ เช่น ระบบการสำรวจหน้างาน ออกแบบ เสนอราคา การจ่ายเงิน ระบบ Supply Chain รวมถึงระบบการควบคุมงานก่อสร้าง เพื่อช่วยให้ธุรกิจ สามารถขยายการให้บริการ ได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
    • พัฒนานวัตกรรมห้องตรวจหาเชื้อ (Modular Swab Unit) จากเทคโนโลยีของ SCG HEIM และ Living Solution ซึ่งออกแบบให้มีระบบควบคุมแรงดันและการหมุนเวียนอากาศให้สะอาด ปลอดภัย และมีระบบการป้องกันอากาศรั่วไหล ที่ทำให้ห้องปิดสนิท ป้องกันอากาศเข้า-ออก ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ สร้างความมั่นใจให้แก่ทีมแพทย์

การดำเนินธุรกิจตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ยังมุ่งมั่นในการนำแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งไปใน 3 แนวทาง ได้แก่

  1. ออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Product & Solution) โดยได้ขึ้นทะเบียนสินค้าที่ผ่านมาตรฐาน SCG Green Choice เพิ่มมากขึ้น จาก 45 รายการ เป็น 54 รายการ หรือเพิ่มขึ้น 20% ในปี 2563 สร้างยอดขายประมาณ 45,348 ล้านบาท
  2. ผลักดันเครือข่ายความร่วมมือองค์กรธุรกิจอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ “Circular Economy in Construction Industry- CECI” โดยเน้นการแลกเปลี่ยนแนวคิด และการนำไปประยุกต์ใช้ในแต่ละธุรกิจ โดยร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์พันธกิจ แนวทางในการนำแนวคิดเศรษกิจหมุนเวียนไปใช้ ซึ่งมีประเด็นหลัก คือ “ร่วมกันยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้าง สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยนำ Circular Economy มาประยุกต์ใช้และเพิ่มความสามารถ ในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และผลตอบแทนทางสังคม”
  3. การเปลี่ยนของเหลือทิ้งจากการผลิต ให้เป็นวัตถุดิบทดแทน (Waste to Value) โดยแนวทางการเปลี่ยนของเหลือทิ้ง จากแต่ละโรงงาน เป็นเป้าหมายที่ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งปรับสภาพของสิ่งเหลือทิ้งจากการผลิตสินค้า ให้มีคุณสมบัติที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เป็นวัตถุดิบทดแทนที่มีมูลค่าเพิ่มได้ เช่น การนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร มาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (Energy Pellet) เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนในหม้อเผาปูนซีเมนต์ ซึ่งช่วยลดการเผาในพื้นที่เพาะปลูก และสามารถสร้างรายได้ ให้เกษตรกรอีกด้วย

Cement-Building Materials Business Consolidated Financial Information

  2563 2562 2561 2560 2559
ข้อมูลจากงบแสดงฐานะการเงิน*
สินทรัพย์หมุนเวียน 58,655 59,539 64,031 56,466 58,702
สินทรัพย์ 212,615 211,573 218,316 213,134 203,068
หนี้สิน 91,448 98,484 105,775 106,913 103,198
ส่วนของผู้ถือหุ้น 121,167 113,089 112,541 106,221 99,870
ข้อมูลจากงบกำไรขาดทุน*
รายได้จากการขาย 171,720 184,690 182,952 175,255 170,944
ต้นทุนและค่าใช้จ่าย 167,483 180,886 178,012 169,431 163,956
กำไรสำหรับปี ** 6,422 5,455 5,984 7,230 8,492
EBITDA *** 21,591 20,991 21,244 22,319 23,693

* ปี 2562 มีการจัดประเภทรายการใหม่ และปี 2561 และปี 2560 มีการปรับการแสดงข้อมูลตามส่วนงานธุรกิจ
** กำไรสำหรับปีส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่
*** กำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย รวมเงินปันผลรับจากบริษัทร่วม