หน้าหลัก > ธุรกิจเอสซีจี

ธุรกิจเอสซีจี

       
ธุรกิจแพคเกจจิ้ง
 

ธุรกิจแพคเกจจิ้ง (เอสซีจีพี) ยังคงเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ผ่านการทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความผันผวนของสภาพเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 และมาตรการจำกัดการแพร่ระบาดที่ภาครัฐ ในหลายประเทศได้นำมาใช้ ด้วยการสร้างสรรค์โซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป การบริหารห่วงโซ่อุปทานให้ สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง และการดูแลสุขภาพลูกค้า คู่ธุรกิจ และพนักงานอย่างทั่วถึง และยังมุ่งมั่นเดินหน้าสู่การเป็น ผู้นำด้านโซลูชันบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาค ด้วยการขยายกำลังการผลิต และการควบรวมกิจการผ่านความร่วมมือ กับพันธมิตรทางธุรกิจ (Merger & Partnership) เพื่อตอบรับกับความปกติใหม่ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ผลการดำเนินงาน ปี 2563

ความท้าทายของธุรกิจที่ต้องเผชิญ

เอสซีจีพีเผชิญกับความท้าทายจากความผันผวน ทางเศรษฐกิจทั้งในกลุ่มประเทศอาเซียน และประเทศอื่นทั่วโลก จากวิกฤตโรคระบาดโควิด 19 ส่งผลให้ปริมาณความต้องการซื้อสินค้า ในกลุ่มสินค้าคงทนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์ และความต้องการใช้ กระดาษพิมพ์เขียน ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตามความต้องการซื้อสินค้า ในกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้า อุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ รวมถึงธุรกิจอีคอมเมิร์ซยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคหันมาใส่ใจ ในเรื่องสุขอนามัย และปรับพฤติกรรมมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น

ผลสำเร็จที่เกิดจากการปรับตัวอย่างรวดเร็ว

ขยายธุรกิจปลายน้ำและฐานลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Goods) เพื่อสร้างการเติบโตโดยในปีที่ผ่านมา ธุรกิจได้ดำเนินการเข้าซื้อธุรกิจ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจใน Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) บริษัทชั้นนำด้านบรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษในประเทศเวียดนาม รวมถึงขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและพอลิเมอร์ของ Tin Thanh Packing Joint Stock Company (BATICO) ที่ประเทศเวียดนาม

พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการพัฒนานวัตกรรมโซลูชันบรรจุภัณฑ์ ด้วยการสร้างความแตกต่างของสินค้าและบริการ เพื่อส่งมอบคุณค่าให้แก่ลูกค้า โดยในปีที่ผ่านมา เอสซีจีพีได้เปิดตัว เอสซีจีพี อินสไปร์ โซลูชันส์ สตูดิโอ (SCGP-Inspired Solutions Studio) ซึ่งให้บริการโซลูชันด้านการ ออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์

มุ่งมั่นรักษาความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับอาเซียน ดำเนินธุรกิจภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและนำเศษวัสดุเหลือทิ้ง จากกระบวนการผลิตกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด โดยในปี 2563 เอสซีจีพีมีศูนย์จัดการวัสดุรีไซเคิลจำนวนรวม 68 แห่งทั้งในประเทศไทย ประเทศเวียดนาม และประเทศฟิลิปปินส์ รวมถึงมีเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก เพื่อจัดหาวัตถุดิบหลักในการผลิต

ผลการดำเนินงานของธุรกิจ

ในปี 2563 เอสซีจีพีมีรายได้จากการขายรวม 92,786 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยเกื้อหนุนจากการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ของความต้องการใช้สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน และการรวมผลการดำเนินงานของ PT Fajar Surya Wisesa Tbk. (Fajar) และ Visy Packaging (Thailand) Limited (Visy Thailand) สำหรับ EBITDA เท่ากับ 16,884 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากปีก่อน จากการมุ่งเน้นนำเสนอ สินค้าบริการรวมทั้งโซลูชันที่หลากหลาย และการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง สำหรับกำไรปี 2563 เท่ากับ 6,457 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับปีก่อน

การปรับตัวขององค์กรเพื่อตอบรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2563

ด้านธุรกิจ

  • เริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 22 ตุลาคม 2563 โดยมีมูลค่า Market Capitalization ประมาณ 150,000 ล้านบาท (ณ ราคาเสนอขาย IPO) และได้ถูกจัดให้อยู่ใน SET 50 โดยได้เงินจากการระดมทุน IPO (รวมการขายหุ้นส่วนเกิน Over-allotment) ประมาณ 40,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการลงทุนขยายกิจการ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ใช้ในการปรับโครงสร้างทางการเงิน รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในกิจการ
  • เข้าร่วมพันธมิตรทางธุรกิจกับ Rengo Co., Ltd (Rengo) ใน United Pulp and Paper Co., Inc. (UPPC) ประเทศฟิลิปปินส์ ในสัดส่วนการถือหุ้น ระหว่างเอสซีจีพีกับ Rengo ร้อยละ 74.8 และร้อยละ 25.0 ตามลำดับ เพื่อเพิ่มโอกาสของ UPPC ในการเพิ่มยอดขาย และขยายฐานลูกค้าในประเทศฟิลิปปินส์ รวมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ของสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร ของเอสซีจีพี ในภูมิภาคอาเซียน
  • เข้าซื้อหุ้น SOVI ในสัดส่วนร้อยละ 94.1 โดย SOVI เป็นผู้ผลิตชั้นนำด้านบรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษในประเทศเวียดนาม
  • ลงนามในสัญญาซื้อหุ้นเพื่อเข้าถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 100 ใน Go-Pak UK Limited (Go-Pak) โดยได้ข้อสรุปของ การลงทุนในเดือนมกราคม 2564

ด้านบุคคล

  • จัดทำแผนพัฒนาความสามารถขององค์กร (Organization Capability) ที่ตอบโจทย์ธุรกิจ และออกแบบ Platform เพื่อพัฒนา People Capability ผ่านการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานจะสามารถนำความรู้ และทักษะต่าง ๆ ไปปรับใช้ในการทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สนับสนุนให้พนักงานพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และสร้างให้เกิดภาวะผู้นำในทุกระดับ (Leadership Development) ผ่านการพัฒนาความรู้ ทักษะที่จำเป็นมาต่อยอดในการทำงานรวมถึงกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน (Coaching Culture) การสร้างพฤติกรรม และวิธีคิดวิธีการทำงาน (Mindset & Behavior) ของผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร (Drive Value & Culture) พัฒนาทีมงานให้มี ความรู้ความสามารถ (People Development) ผลักดันให้เกิดการทำงานเป็นทีม (Collaboration) การสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพแวดล้อม ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว
  • ทำแผนสืบทอดธุรกิจ (Succession Plan) เพื่อการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารแต่ละรุ่นของเอสซีจีพี และดูแลความก้าวหน้าในสายอาชีพ (Career Path) รวมถึงการพัฒนาผ่านกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ ทั้งด้านการพัฒนาตามวิชาชีพ (Functional) และการพัฒนาภาวะผู้นำ การเปลี่ยนแปลง (Transformative Leadership) เพื่อให้พนักงานมีความพร้อมในการสนับสนุนการขยายธุรกิจ โดยเฉพาะในต่างประเทศ ของเอสซีจีพี รวมถึงการขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ในอนาคต

ด้านนวัตกรรม (Product & Innovation)

  • R-1 บรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์แบบอ่อนตัว (Flexible Packaging) ที่ผลิตจากฟิล์มประกบหลายชั้น แต่ละชั้นเป็นพอลิเมอร์ชนิดเดียวกัน (Multi-layer mono material) สามารถปกป้องสินค้าและทนแรงกระแทกสูง นำกลับมารีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติกและวัสดุอื่นๆ ได้อย่างมีคุณภาพช่วยให้เกิดการหมุนเวียนวัตถุดิบทดแทนกลับเข้าสู่ระบบ
  • OptiSorb-X บรรจุภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติป้องกันออกซิเจน และไอน้ำสูงร่วมกับเทคนิคการดูดซับออกซิเจน ในบรรจุภัณฑ์ภายหลังการบรรจุ จึงช่วยคงคุณภาพของสินค้า และยืดอายุการเก็บสินค้าให้ยาวนานขึ้น เหมาะสำหรับ ขนม เบเกอรี่ เนื้อสัตว์แปรรูป ฯลฯ
  • Odorlock บรรจุภัณฑ์ควบคุมกลิ่นอาหาร ไม่ให้แพร่กระจายรบกวนสินค้าอื่น เช่น ทุเรียน ช่วยให้ขนส่งและวางจำหน่ายร่วมกับสินค้าอื่นได้
  • Detect Odor & Monitoring (DOM) นวัตกรรมด้านการสำรวจตรวจวัด การประเมินผลกระทบกลิ่นจากแหล่งกำเนิด รวมไปถึงระบบตรวจวัด และเฝ้าระวังกลิ่น แก๊ส และมลพิษทางอากาศแบบต่อเนื่องที่มีการนำผลตรวจวัด มาใช้ร่วมกับสภาพภูมิอากาศ และแสดงผลตรวจวัด บนเว็บแพลตฟอร์มที่สะดวกเข้าถึงได้ง่าย มีการแจ้งเตือนเมื่อมีความเสี่ยง นอกจากนี้มีการใช้เทคนิคการเรียนรู้ ด้วยเครื่องมือในการสร้างฐานข้อมูลเพื่อใช้ในการระบุอัตลักษณ์ของกลิ่น นำไปสู่การวิเคราะห์ และประมวลผลที่แม่นยำ และรวดเร็วขึ้นในอนาคต

การดำเนินธุรกิจตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน

  • บริหารจัดการกากของเสียอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลัก 3R (Reduce, Reuse, Recycle) และ Circular Economy ด้วยการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการผลิต ตลอดจนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้สามารถใช้วัตถุดิบ และของเหลือใช้ จากกระบวนการผลิตอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยการนำมาหมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่ ในตลอดห่วงโซ่อุปทานหรือแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เป็นการช่วยลดการใช้วัตถุดิบจากทรัพยากรธรรมชาติ
  • จัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ด้วยการลดการใช้พลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพ การใช้พลังงานในกระบวนการผลิต เพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก และฟื้นฟูพื้นที่ป่า ทั้งในพื้นที่โรงงานและพื้นที่ป่าชุมชน เพื่อเพิ่มการเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยธรรมชาติ
  • เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ซึ่งมีกรมชลประทาน และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศเป็นประจำทุก 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานบริหาร ความต่อเนื่องของการดำเนินงาน (Business Continuity Management) ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต่าง ๆที่มีโรงงานตั้งอยู่ เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการป้องกันการขาดแคลนน้ำกับโรงงานอย่างต่อเนื่อง
  • ร่วมกับสภาหอการค้าไทย รับซื้อใบอ้อยจากชาวไร่อ้อยเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทน ภายในหม้อเผาไอน้ำที่มีระบบดักจับฝุ่นด้วย Electrostatic precipitator ที่มีประสิทธิภาพเพื่อช่วยลดปัญหามลภาวะจากการเผาไร่ อีกทั้งยังสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย สอดคล้องกับแนวคิด การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน
  • ดำเนินโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ธรรมชาติ ทั้งการปลูกป่าบก ในพื้นที่ของโรงงาน และพื้นที่นอกโรงงานในจังหวัดต่าง ๆ เช่น กำแพงเพชร ขอนแก่น กาญจนบุรี ราชบุรี และปราจีนบุรี รวมทั้งสิ้น 48,170 ต้น และร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำกว่า 687 ฝาย
  • กิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
    • โครงการห้องเรียนสร้างบุญ สู่เรียนรู้ความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการสอนเทคนิคการปลูกผัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อส่งมอบความรู้และเทคนิคการปลูกผัก หาเลี้ยงชีพให้กับคนในชุมชน ให้สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัว ได้ด้วยการสร้างแหล่งอาหารในครอบครัวตนเอง และขยายผลเป็นอาชีพ แก้ปัญหาความเดือดร้อน ของชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืน
    • พัฒนากระดาษอนามัยใช้คลุมตัดผม ให้แก่ผู้ประกอบการร้านตัดผม และร้านเสริมสวยในพื้นที่รอบโรงงานเพื่อให้ร้านทำผม ใช้กระดาษนี้ส่วนบุคคลแทนการใช้ผ้าคลุมซ้ำซึ่งจะช่วยลดการแพร่ระบาดของโควิด 19 และเพิ่มความปลอดภัยของผู้ใช้บริการร้านตัดผม
    • สร้างสรรค์ “โต๊ะกระดาษ 3 in 1” ร่วมกับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เพื่อส่งมอบให้เด็ก ๆ ได้ใช้โต๊ะเรียนที่เหมาะสม ตามหลักการยศาสตร์ และสามารถนำมาปรับเป็นกระเป๋า และที่เก็บของ มอบให้แก่นักเรียนในพื้นที่ชนบททั่วประเทศ
    • จัดกิจกรรม “รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที” โดยร่วมกับกองพลทหารราบที่ 9 สร้างฝายชะลอน้ำในจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2563 จำนวน268 ฝาย ณ บ้านใหม่ห้วยน้ำขาว ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ช่วยให้ผืนป่ากลับมาชุ่มชื้น เห็นผลเชิงนิเวศทหี่ ลากหลายและกลับมาสู่สูมดุลชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นการปลูกฝังและสร้างความตระหนัก ในความสำคัญในคุณค่าของทรัพยากรน้ำและป่าไม้ ก่อให้เกิดความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
    • ส่งเสริมหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสร้างอำเภอบ้านโป่งให้เป็นอำเภอต้นแบบ ที่มีการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิผล ด้วยการดำเนินโครงการขับเคลื่อนขยายผลชุมชนต้นแบบ การจัดการขยะมูลฝอยอำเภอบ้านโป่งเป็นปีที่ 2 โดยกำหนดให้ชุมชนที่เข้าร่วม มีปริมาณขยะลดลงร้อยละ 40 ทำให้ ในปี 2563 โครงการพัฒนาชุมชนต้นแบบการจัดการขยะได้ ทั้งหมด 41 ชุมชน และมีประชาชนที่สนใจ มาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก


ข้อมูลทางการเงิน (ล้านบาท)

  2563 2562 2561 2560 2559
ข้อมูลจากงบแสดงฐานะการเงิน*
สินทรัพย์หมุนเวียน 62,919 35,383 30,074 29,317 24,574
สินทรัพย์ 172,429 139,513 93,246 91,312 85,369
หนี้สิน 62,588 76,697 39,986 35,661 32,617
ส่วนของผู้ถือหุ้น 109,841 62,816 53,260 55,651 52,752
ข้อมูลจากงบกำไรขาดทุน*
รายได้จากการขาย 92,786 89,070 87,255 81,455 74,542
ต้นทุนและค่าใช้จ่าย 85,148 83,024 79,362 76,539 74,542
กำไรสำหรับปี ** 6,457 5,268 6,319 4,719 3,565
EBITDA *** 16,884 15,036 14,866 12,431 10,884

รวมผลประกอบการจาก Fajar ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2562 และ Visy Thailand ตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2562
* ปี 2562 มีการจัดประเภทรายการใหม่ และปี 2561 และปี 2560 มีการปรับการแสดงข้อมูลตามส่วนงานธุรกิจ
** กำไรสำหรับปีส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่
*** กำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย รวมเงินปันผลรับจากบริษัทร่วม