หน้าหลัก > ธุรกิจเอสซีจี

ธุรกิจเอสซีจี

       
ธุรกิจเคมิคอลส์
 
 

ธุรกิจเคมิคอลส์ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัว เพื่อให้มีผลการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่องและยั่งยืน ทั้งในระยะสั้นจากการปรับตัว เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 และในระยะยาวที่มุ่งเน้น การสร้างนวัตกรรมสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงชนิดใหม่ ๆ โซลูชันที่ตอบโจทย์ New Normal และการเข้าสู่ธุรกิจ ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในการบริหารจัดการตลอดทั้ง Value Chain เพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ผลการดำเนินงาน ปี 2563

ความท้าทายของธุรกิจที่ต้องเผชิญ

ปี 2563 ธุรกิจเคมิคอลส์พบความท้าทายหลักจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และสินค้าคงทน ที่ความต้องการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากมาตรการปิดเมือง เพื่อป้องกันการระบาดของโควิด 19 อีกทั้งยังมีปัจจัยด้านกำลังการผลิตปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ลดลงจากปีก่อน แต่ในขณะเดียวกันมาตรการจำกัดการเดินทาง ส่งผลให้ความต้องการ และราคาน้ำมันดิบลดลงทำ ให้ราคาวัตถุดิบของธุรกิจปรับตัวลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ และวัตถุดิบอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

ผลสำเร็จที่เกิดจากการปรับตัวอย่างรวดเร็ว

การปรับตัวเพื่อรับมือสถานการณ์โควิด 19 ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ธุรกิจเคมิคอลส์ได้ปรับเปลี่ยนการทำงานอย่างทันท่วงที เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อให้พนักงานและครอบครัว โดยที่ธุรกิจยังดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เช่น การให้พนักงานทำงานจากที่พักอาศัย โดยบริษัทสนับสนุนด้านเทคโนโลยี และเครื่องมือในการทำงาน การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ทั้งในด้านวิธีการทำงานสถานที่ และเทคโนโลยี เพื่อรองรับการทำงานในรูปแบบใหม่ หรือ “New Way of Working”

ในส่วนของโรงงานมีการปรับกระบวนการทำงานเพื่อให้สามารถดำเนินการผลิตได้ต่อเนื่อง โดยแยกพนักงานตำแหน่งสำคัญที่ปฏิบัติงานใน Critical Area เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ส่งผลให้ไม่มีสายการผลิตใดได้รับผลกระทบ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ในส่วนของการขาย มีการปรับเพิ่มการขายในกลุ่มสินค้าที่จำเป็น ต่อการอุปโภคบริโภค ซึ่งยังคงมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม บรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งอีคอมเมิร์ซ เป็นต้น และเพิ่มการขายไปยังตลาดประเทศ ที่ได้รับผลกระทบน้อยจากมาตรการปิดประเทศ และยังเพิ่มความคล่องตัว โดยการปรับปรุงระบบการจัดการงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้สามารถคงยอดขายได้ในระดับสูง

ด้านโครงการขนาดใหญ่ สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่นไม่มีการหยุดชะงัก โดยโครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) มีการปรับแผนงานการก่อสร้าง ใช้ระบบตรวจสอบทางไกลและผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก ในการตรวจสอบเครื่องจักรจากประเทศต้นทาง ก่อนที่จะนำเข้ามายังประเทศเวียดนาม ทำให้ดำเนินการได้ต่อเนื่อง และคืบหน้าตามแผนโดยไม่มีการระบาดของโรคในพื้นที่โครงการ เช่นเดียวกับโครงการหยุดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ ของบริษัทมาบตาพุดโอเลฟินส์ จำกัด ได้ปรับกำหนดการจากไตรมาสที่ 2 เป็นไตรมาสที่ 4 เพื่อลดความเสี่ยงจาก สถานการณ์การระบาดที่รุนแรงในช่วงดังกล่าวโดยนำรูปแบบ Green Turnaround มาใช้ตลอดการซ่อมบำรุง

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับบุคลากรหลายภาคส่วนทั้งวิศวกร นักออกแบบ บุคลากรทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนานวัตกรรมป้องกัน การแพร่ระบาด และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อให้กับบุคลากรทางการแพทย์ อาทิ อุปกรณ์ครอบศีรษะคนไข้ เพื่อลดการฟุ้งกระจาย ของเชื้อสำหรับงานทันตกรรม (Dent Guard) ห้องแยกป้องกันเชื้อความดันลบแบบเคลื่อนที่ (Negative Pressure Isolation Room) แคปซูลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบ (Patient Isolation Capsule) เป็นต้น

ผลการดำเนินงานของธุรกิจ

ในปี 2563 ธุรกิจเคมิคอลส์มีรายได้จากการขายรวม 146,870 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 17 จากปีก่อน จากราคาขายของสินค้าและปริมาณขาย ที่ปรับตัวลดลง ในขณะที่ EBITDA ลงลงร้อยละ 4 จากปีก่อนมาอยู่ที่ 30,965 ล้านบาท เนื่องจากเงินปันผลรับจากบริษัทร่วมลดลง และกำไรสำหรับปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากปีก่อน มาอยู่ที่ 17,667 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากส่วนต่างราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น

การปรับตัวขององค์กรเพื่อตอบรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2563

ด้านธุรกิจ

การปรับปรุงธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

  • ปรับปรุงการบริหาร Value Chain ธุรกิจเคมิคอลส์ใช้ Digital Commerce Platform (DCP) เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลจากคำสั่งซื้อลูกค้า เข้ากับข้อมูลการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ทำให้สามารถลดเวลาการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ถึง 70% โดยลูกค้าสามารถติดตามสถานะคำสั่งซื้อได้ทุกที่ทุกเวลา ตามรูปแบบการทำงาน New Normal และธุรกิจเคมิคอลส์ ยังสามารถใช้ฐานข้อมูลจากระบบมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการบริหาร Value Chain ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ นอกจากนี้ ยังใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อนำข้อมูลราคาตลาด จากทั้งภายในและภายนอกองค์กร มาวิเคราะห์และประเมินราคาวัตถุดิบและโอกาสการเข้าซื้อ ทำให้การจัดหาวัตถุดิบมีประสิทธิภาพ และเหมาะสม ตามสถานการณ์ตลาดมากขึ้น อีกทั้งยังได้พัฒนาระบบต้นแบบ เพื่อใช้รวบรวมข้อมูล การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงแบบจำลองในการผลิต ทำให้สามารถลดระยะเวลาการพัฒนาและออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่ตรงตามความต้องการลูกค้าสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • ปรับปรุงกระบวนการผลิต ธุรกิจประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ Internet of Things (IoT) เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การร่วมมือกับคู่ธุรกิจระดับโลก เพื่อขยายผลการพัฒนา Artificial Intelligence และ Machine Learning สำหรับระบบ Predictive Maintenance เครื่องจักรไปยังทุกโรงงานหลัก โดยสามารถจับ ความผิดปกติของเครื่องจักร ก่อนเกิดความเสียหายได้มากกว่า 100 ครั้ง และยังสามารถนำไปเสนอขายเชิงพาณิชย์ ให้กับลูกค้า ภายนอกได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาระดับโลก เพื่อสร้างอุปกรณ์ IoT ที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น อุปกรณ์ตรวจวัดการกัดกร่อนภายใต้ฉนวน และเซนเซอร์วิเคราะห์สภาพมอเตอร์ไฟฟ้า ด้วยกระบวนการ Data Analytics เป็นต้น โดยผนวกเข้ากับ Digital Platform เพื่อสร้างเป็นโซลูชัน และพัฒนา Application เพื่อการรายงานผล และการตัดสินใจที่รวดเร็ว

การรักษาความเป็นผู้นำในตลาด ASEAN

ธุรกิจเคมิคอลส์อยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง โครงการปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกในประเทศเวียดนาม ซึ่งมีการเชื่อมโยงจากโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นถึงขั้นปลาย ปัจจุบันโครงการดำเนินการก่อสร้างได้ตามแผน และคาดว่าจะสามารถดำเนินการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 นอกจากนี้ บริษัทมาบตาพุดโอเลฟินส์ จำกัด อยู่ในระหว่างดำเนินโครงการขยายกำลังการผลิต โดยจะเพิ่มกำลังการผลิตโอเลฟินส์ต่อปีได้ประมาณ 350,000 ตัน รวมถึงเพิ่มความยืดหยุ่นในการเลือกใช้วัตถุดิบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ด้านบุคคล

ธุรกิจเคมิคอลส์มีการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรทั้งพนักงานชาวไทยและต่างชาติ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ สร้างความรู้และทักษะ ที่จำเป็นต่อการทำงาน เพื่อให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์ระดับทักษะ และกำหนดแผนการพัฒนาส่วนบุคคล การเรียนรู้ออนไลน์ การให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาโทถึงเอก เป็นต้น ทั้งนี้ธุรกิจเน้นการพัฒนาบุคลากร ให้ใส่ใจในความต้องการของลูกค้า โดยธุรกิจมีความเชื่อมั่นในคุณค่าของคน และยอมรับความหลากหลาย ของคนในสังคม พร้อมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในทุกกระบวนการทำงาน

ด้านนวัตกรรม

การพัฒนานวัตกรรมสินค้าและโซลูชัน ธุรกิจเคมิคอลส์มุ่งพัฒนานวัตกรรมสินค้า และโซลูชันตอบโจทย์ความยั่งยืน เพื่อให้ลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดทั้ง Value Chain บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน และช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้กำหนดแนวทางการพัฒนานวัตกรรมสินค้า และโซลูชันเพื่อความยั่งยืน รวม 5 ด้าน ได้แก่ ด้านสุขอนามัยและความปลอดภัย ด้านเศรษฐกิจ หมุนเวียน ด้านภาวะฉุกเฉินทางภูมิอากาศ ด้านพลังงานสะอาดและด้านการบริหารจัดการน้ำ

  • ระบบจัดการนวัตกรรม ธุรกิจเคมิคอลส์ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบจัดการนวัตกรรม (Innovation Management Process: IMP) อย่างต่อเนื่อง ในปีที่ผ่านมามีการคิดค้นแนวคิดสินค้านวัตกรรมมากกว่า 400 รายการ นำไปสู่การพัฒนากว่า 100 โครงการและออกสู่การขายได้เฉลี่ย 15 สินค้าต่อปี คาดว่าจะสามารถเพิ่ม EBITDA ได้มากกว่า 400 ล้านบาทต่อปี เช่นเดียวกับการดำเนินงานศูนย์ i2P (Ideas to Products) จังหวัดระยองที่เปิดให้ลูกค้าเยี่ยมชมได้ทั้งในรูปแบบ Virtual Tour และสถานที่จริงแบบ New Normal รักษาระยะห่าง ให้ลูกค้าได้เห็นถึงนวัตกรรมสินค้าและ บริการของธุรกิจ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จากลูกค้าทั้งจากในประเทศและต่างประเทศที่มาเยี่ยมชม และก่อให้เกิดแนวคิดในการพัฒนาสินค้าร่วมกันได้กว่า 100 รายการ
  • ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ในปีที่ผ่านมาธุรกิจเคมิคอลส์ได้พัฒนาเม็ดพลาสติกเกรดใหม่ 11 เกรดออกสู่ตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง และมีคุณสมบัติสนับสนุนความยั่งยืนในมุมต่าง ๆ เช่น ลดปริมาณการใช้วัตถุดิบประหยัดเวลาและพลังงานในการผลิต เป็นต้น ตัวอย่างเม็ดพลาสติกเกรดใหม่ เช่น เม็ดพลาสติกพอลิโพรพิลีนที่มีความแข็งแรง และการไหลตัวสูง เพื่อใช้ผลิตคอมพาวนด์ สำหรับชิ้นส่วนกันชนรถยนต์รุ่นใหม่ เม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนเกรดพิเศษจากเทคโนโลยี SMX™ สำหรับการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ ฟิล์มอุตสาหกรรม บรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ทนแรงกระแทกได้ดีขึ้น ฝาขวดน้ำอัดลมรุ่นน้ำหนักเบา และถังบรรจุสารเคมีขนาดใหญ่ (Intermediate Bulk Container หรือ IBC) ที่มีความแข็งแรงและมีคุณสมบัติการทนสารเคมีสูง เป็นต้น ธุรกิจเคมิคอลส์ยังคงพัฒนาต่อยอด นวัตกรรมธุรกิจโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ เพื่อตอบโจทย์การใช้พลังงานทางเลือก โดยได้พัฒนาระบบทุ่นลอยน้ำให้ติดตั้งได้หลายรูปแบบ รองรับแผงโซลาร์เซลล์ได้หลายประเภท และรับน้ำหนักได้มากถึง 200 กิโลกรัมต่อตารางเมตร โดยในปีที่ผ่านมาธุรกิจโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ มีการเติบโตถึง 260% และได้ทำการส่งมอบทุ่นลอยน้ำเพื่อประกอบ ติดตั้ง และมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมถึง 25.8 เมกะวัตต์ (MW)
  • โซลูชันเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียนครบวงจร เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ผลิต และผู้บริโภคตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจเคมิคอลส์ได้ร่วมมือกับบริษัทรีไซเคิลระดับสากล ผลิตสินค้าพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง ชนิดพอลิเอทิลีน(Post-consumer Recycled Polyethylene) จากขยะชุมชน โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผสมสูตรพิเศษ ของธุรกิจเคมิคอลส์และความร่วมมือ จากคู่ธุรกิจระดับโลก ซึ่งจะเป็นรายแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน EuCertPlast ในประเทศไทย ธุรกิจเคมิคอลส์ยังส่งเสริมการรีไซเคิลขยะ ในชุมชนผ่านเว็บแอปพลิเคชัน “KoomKah” (คุ้มค่า) สำหรับบริหารจัดการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธนาคารขยะ และส่งเสริมให้ชุมชนแยกขยะมากขึ้น โดยขยายฐานสมาชิกแล้วกว่า 8,000 ราย คัดแยกขยะรีไซเคิลได้ถึง 1,493 ตัน ทั้งนี้ ยังมีการร่วมมือกับ สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) สนับสนุนการใช้งาน “คุ้มค่า” ในธนาคารขยะในจังหวัดเลย และได้ร่วมมือกับบริษัทในกลุ่มอมตะ พัฒนาระบบการจัดการขยะ KoomKah Smart Manifest สำหรับใช้งานภายในนิคมอุตสาหกรรมที่มีโรงงานกว่า 500 โรงงาน

ในปีที่ผ่านมา ธุรกิจเคมิคอลส์ยังได้ร่วมลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกในการจัดการพลาสติกที่ใช้แล้วอย่างยั่งยืน โดยนำมาผ่านกระบวนการรีไซเคิลทางเคมี (Chemical Recycling) ได้ผลิตภัณฑ์เป็นวัตถุดิบทางเลือก ที่สามารถนำกลับมาเข้าโรงงานโอเลฟินส์ และพอลิโอเลฟินส์ เพื่อผลิตเม็ดพลาสติก Green Polymer คุณภาพสูงได้อีกครั้ง โดยปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างโรงงานสาธิต การผลิตแห่งแรกแล้วเสร็จ เมื่อปลายปี 2563 และคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการทดลอง การผลิตได้ในช่วงต้นปี 2564 นอกจากนี้ ธุรกิจยังอยู่ระหว่างการพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อตอบโจทย์การนำบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (Flexible Packaging) กลับไปรีไซเคิลได้ 100% ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนอีกด้วย

การดำเนินธุรกิจตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นวัตกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ธุรกิจเคมิคอลส์ ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และลดภาวะโลกร้อน ธุรกิจเคมิคอลส์ ได้ส่งเสริมชุมชนสู่วิถีใหม่เป็น “วิถีออนไลน์” โดยเปิดพื้นที่บนเฟซบุ๊ก เป็นตลาดนัดออนไลน์“ระยองชอปฮิ” และยังได้แนะนำวิธีการโพสต์ขายและจัดส่งสินค้า เพื่อเป็นช่องทางสร้างรายได้ให้ชุมชนในช่วงวิกฤตโควิด 19 ตลอดจนส่งเสริมโครงการวิสาหกิจชุมชนให้เกิดการเติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และยังร่วมกับสถานีตำรวจภูธรมาบตาพุด และมูลนิธิเมาไม่ขับ เดินหน้าสร้างสังคมระยอง ปลอดภัย ผ่านโครงการ “The Lifesaver in School” เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และพฤติกรรมความปลอดภัยบนท้องถนน

ธุรกิจเคมิคอลส์ร่วมกับหลากหลายองค์กรและภาคี

เครือข่ายเพื่อทำภารกิจพิทักษ์ทะเล ตลอดจนความร่วมมือระดับโลก กับ The Ocean Cleanup, Alliance to End Plastic Waste (AEPW) และ Ellen MacArthur Foundation เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาขยะโดยเฉพาะในมหาสมุทรให้ได้อย่างยั่งยืนและเดินหน้าจัดการปัญหาขยะทะเลด้วยนวัตกรรม “ทุ่นกักขยะลอยน้ำ จาก HDPE-Bone” โดยพัฒนาและปรับปรุงจากรุ่นแรก ด้วยการนำพลาสติกเกรดพิเศษ HDPE–Bone มาใช้ทดแทนวัสดุเดิม ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บขยะลอยน้ำ ทนทานต่อรังสียูวี เพิ่มอายุการใช้งาน และสามารถนำกลับมารีไซเคิล ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ติดตั้งแล้ว 37 ชุด ใน 17 จังหวัดทั่วประเทศ และสามารถกักขยะได้กว่า 49 ตัน (ณ สิ้นปี 2563)

ธุรกิจเคมิคอลส์ยังได้เข้าไปส่งเสริมความรู้ ในการคัดแยกและรวบรวมพลาสติกใช้แล้ว ตั้งแต่ต้นทางให้กับเยาวชนในโครงการ “เก้าอี้รีไซเคิลจากถุงนมโรงเรียน” โดยนำถุงนมโรงเรียนมาล้าง ตากให้แห้ง รวบรวมเป็นพลาสติกประเภท LLDPE เพื่อส่งขายและอีกส่วนหนึ่ง นำกลับมาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตเป็น “เก้าอี้รีไซเคิล” ที่สวยงามและแข็งแรงทนทาน และยังได้ขยายผลโครงการถนนพลาสติกรีไซเคิล ผ่านความร่วมมือกับบริษัทต่าง ๆ อาทิ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันได้ดำเนินการทำถนนแอสฟัลต์คอนกรีตต้นแบบ ที่มีพลาสติกเหลือใช้เป็นส่วนผสมรวมความยาวทั้งสิ้น 7.7 กิโลเมตร สามารถนำพลาสติกเหลือใช้หมุนเวียนกลับมาสร้างคุณค่าได้รวม 23 ตัน นอกจากนี้ ยังได้ลงนามความร่วมมือกับ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบทกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมมือศึกษาและพัฒนาการนำพลาสติกเหลือใช้ มาผสมในแอสฟัลต์คอนกรีตสำหรับงานก่อสร้างทาง เพิ่มความแข็งแรงและยืดอายุการใช้งานของถนน สอดคล้องตามนโยบาย BCG Economy (Bio – Circular – Green Economy) ของรัฐบาล

ในส่วนของการรักษามาตรฐานกระบวนการผลิตที่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับดีเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง นิคมอุตสาหกรรม อาร์ไอแอล ได้รับการรับรอง เป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับ Eco-World Class ระดับสูงสุดด้วยคะแนนสูงสุด จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ถือเป็นนิคมฯ แห่งแรกในประเทศไทยที่ ได้รับรางวัลนี้ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อนตอกย้ำความเป็นต้นแบบอุตสาหกรรมที่ใส่ใจ ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ข้อมูลทางการเงิน (ล้านบาท)

  2563 2562 2561 2560 2559
ข้อมูลจากงบแสดงฐานะการเงิน*
สินทรัพย์หมุนเวียน 55,275 49,258 55,241 45,183 49,463
สินทรัพย์ 283,614 230,543 213,263 193,183 193,465
หนี้สิน 125,102 76,364 57,028 49,257 64,321
ส่วนของผู้ถือหุ้น 158,512 154,179 156,235 143,926 129,144
ข้อมูลจากงบกำไรขาดทุน*
รายได้จากการขาย 146,870 177,634 221,538 206,280 188,163
ต้นทุนและค่าใช้จ่าย 130,668 167,535 196,813 169,512 188,163
กำไรสำหรับปี ** 17,667 15,480 29,166 42,007 42,084
EBITDA *** 30,965 32,258 46,117 64,461 60,731

* ปี 2562 มีการจัดประเภทรายการใหม่ และปี 2561 และปี 2560 มีการปรับการแสดงข้อมูลตามส่วนงานธุรกิจ
** กำไรสำหรับปีส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่
*** กำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย รวมเงินปันผลรับจากบริษัทร่วม