หน้าหลัก > รู้จักเอสซีจี

รู้จักเอสซีจี

สารจากคณะกรรมการ

ทรานสฟอร์เมชัน (Transformation) เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของธุรกิจในวันนี้ เนื่องจากองค์กรต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว จากการเปลี่ยนโฉมของเทคโนโลยี ผู้บริโภคซึ่งมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม รวมถึงคู่แข่งใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพสูงทั้งจากอุตสาหกรรมเดียวกัน และอุตสาหกรรมอื่นที่เกิดขึ้นนับไม่ถ้วน เช่นเดียวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน สถานการณ์ความตึงเครียดในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ผันผวน ทรัพยากรธรรมชาติที่ขาดแคลนจากการบริโภคอย่างสิ้นเปลือง ในขณะที่เศรษฐกิจประเทศไทยยังไม่เติบโตเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งมาจากภาวะหนี้ครัวเรือนในระดับสูง เงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่องและแข็งค่ามากกว่าสกุลเงินหลักอื่น ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก อีกทั้งความล่าช้าจากการจัดตั้งรัฐบาล และการพิจารณางบประมาณรายจ่าย รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้ง ที่คาดว่าจะรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี

เพื่อรับมือกับความผันผวนดังกล่าว เอสซีจีจึงทรานสฟอร์มทั้งรูปแบบธุรกิจและคน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

  พัฒนาคนให้เข้าไป “นั่งในใจลูกค้า”  
 
     

“คน” เป็นพลังสำคัญในกระบวนทัพแห่งการขับเคลื่อนองค์กร เอสซีจีเชื่อว่า การพัฒนาคนที่ดีที่สุด ไม่มีทางใดจะดีไปกว่าการเปิดโอกาส ให้พนักงานเข้าไปอยู่ในกระบวนการทรานสฟอร์ม เพื่อเพิ่มทักษะและความสามารถใหม่ ๆ ปีที่ผ่านมาเอสซีจีได้ท้าทายตนเอง ด้วยการทรานสฟอร์มครั้งใหญ่ เปลี่ยนจาก “ผู้ผลิต” มาเป็น “ผู้สร้างสรรค์โซลูชันและนวัตกรรม สินค้า บริการให้เหนือกว่า ที่ลูกค้าคาดหวังไว้” โดยมุ่งพัฒนาพนักงานให้มีทักษะ ในการค้นหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า พร้อมเติมความรู้ใหม่ให้ทันยุคสมัย โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อส่งมอบ “คุณค่าที่ตรงใจลูกค้า” ได้อย่างรวดเร็วและฉับไว

 
     

  ทรานสฟอร์มอย่างต่อเนื่องด้วย “นวัตกรรม” และ “โซลูชัน”  
 
     

ธุรกิจเคมิคอลส์ ปีที่ผ่านมาธุรกิจเผชิญกับความท้าทายในหลายปัจจัย ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก เกิดผู้เล่นรายใหม่ในอุตสาหกรรม ส่งผลให้มีอุปทานที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ความต้องการสินค้าเคมีภัณฑ์ชะลอตัวลง เพื่อให้ธุรกิจมียอดขายเพิ่มสูงขึ้น และกลับมาเติบโต อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง เอสซีจี จึงสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยปรับเปลี่ยนจากผู้ผลิตสินค้าเคมีภัณฑ์ทั่วไป (Commodity) มาเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Products & Services) และมุ่งสู่การเป็น Service & Solution Provider อย่างเต็มที่ เพื่อส่งมอบโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการลูกค้า ได้ตรงจุดและรวดเร็วขึ้น ทั้งยังสร้างความแตกต่าง จากคู่แข่ง เช่น PE112 ซูเปอร์พลาสติกเกรดพิเศษซึ่งเอสซีจีเป็นผู้ผลิตรายแรกของโลก โดยได้นำมาทำเป็นท่อทนแรงดันสูง รวมทั้งเม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนเกรดพิเศษจาก SMX™ Technology ที่มีคุณสมบัติเหนือกว่า เม็ดพลาสติกทั่วไป เช่น ทำให้ผลิตภัณฑ์บางลง แต่มีคุณสมบัติที่ดีกว่าเดิม สามารถใช้งานได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

เอสซีจีเชื่อมั่นว่า การมุ่งลงทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมมูลค่าสูงข้างต้น จะช่วยเพิ่มยอดขายให้สูงขึ้น สอดคล้องกับความต้องการ ของตลาดอย่างรวดเร็ว จึงได้เชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับนักวิจัยและสถาบันชั้นนำระดับโลก เช่น Norner ประเทศนอร์เวย์ และมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด สหราชอาณาจักร ทั้งยังก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมและพัฒนาต้นแบบ สินค้า I2P Center (ไอทูพี: Ideas to Products) ซึ่งเป็นสถานที่ทำ โครงการความร่วมมือระหว่างเอสซีจี ลูกค้าและคู่ธุรกิจตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า นอกจากนี้ ยังนำระบบดิจิทัล มาพัฒนาการทำงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า เช่น ระบบวางแผนการขาย การผลิต และเลือกซื้อวัตถุดิบที่ดีที่สุด ล่วงหน้าตามการคาดการณ์ สถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนไป และระบบ Predictive Analytic คาดการณ์ความผิดปกติล่วงหน้า เพื่อลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้พัฒนารูปแบบธุรกิจ จาก “ผู้ผลิต” มาเป็น “ผู้สร้างสรรค์โซลูชันและนวัตกรรมสินค้า บริการด้านที่อยู่อาศัย” เพื่อยกระดับวงการก่อสร้างและที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น ผู้ให้บริการโซลูชันการก่อสร้าง (Construction Solutions) ที่แก้ปัญหาให้ช่างและผู้รับเหมาทำงานได้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ประหยัดต้นทุน ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น Building Information Modeling (BIM) มาช่วยวางแผนการใช้วัสดุและเทคนิคการก่อสร้างผ่านโมเดลสามมิติ จึงควบคุมงบประมาณ ลดการเกิดวัสดุส่วนเกิน และก่อสร้างเสร็จเร็วขึ้น รวมถึงเป็นผู้ส่งมอบโซลูชันที่อยู่อาศัย (Living Solutions) ที่เติมเต็มความต้องการของเจ้าของบ้าน ให้มีความสะดวกสบายในการอยู่อาศัย แก้ปัญหาบ้านร้อน ลดการใช้พลังงาน และเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้พักอาศัยทุกวัย

เอสซีจีมีความเข้าใจลูกค้าเป็นอย่างดี จึงได้ปรับโมเดลธุรกิจ โดยเฉพาะช่องทางการตลาด (Market Place) ให้ใกล้ชิดลูกค้าและอำนวยความสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลรูปแบบ Active Omni-Channel ผสานช่องทางการจัดจำหน่ายออฟไลน์ซึ่งเป็นร้านค้าที่มีทั่วประเทศและเป็นจุดแข็งให้เข้ากับช่องทางออนไลน์ภายใต้ชื่อ SCGHome.com เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้า บริการได้ทุกที่ ทุกเวลาแบบไร้รอยต่อพร้อมให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้งและรับประกันอย่างดีเยี่ยม ทั้งยังเสริมจุดแข็งด้วยบริการขนส่งสินค้าของเอสซีจี โลจิสติกส์ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่จากเครือข่าย 840 แห่งทั่วประเทศไทย ขณะเดียวกันก็เร่งขยายธุรกิจค้าปลีกที่เติบโตก้าวกระโดด อย่าง SCG Home บุญถาวร และ SCG Home Solution รวมถึงพัฒนาแพลตฟอร์มที่รวบรวมวัสดุและสินค้าตกแต่งบ้าน จากร้านค้าและผู้ให้บริการทั่วประเทศรายแรกในไทยภายใต้ www.nocnoc.com

ธุรกิจแพคเกจจิ้ง การเติบโตสูงของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และสินค้าอุปโภค บริโภค มีผลให้ความต้องการบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น ผลการดำเนินงานของธุรกิจจึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพเติบโตสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ด้วยเหตุนี้ธุรกิจจึงเปลี่ยนตัวเองเป็น “ผู้ให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์อย่างครบวงจร” (Packaging Solutions Provider) ที่มีสินค้า บริการหลากหลาย เพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค และเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ ในกลุ่มอุตสาหกรรม ที่มีอัตราการเติบโตสูง พร้อมให้โซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการพิเศษ ได้แก่ โซลูชันด้านการออกแบบและการพิมพ์ โซลูชันบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ โซลูชันกลุ่มสินค้าบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และรักษาความเป็นผู้นำตลาดบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในภูมิภาค บริษัทเอสซีจีแพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) จึงประกาศแผนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) เพื่อระดมทุนไปขยายธุรกิจ ให้ครอบคลุมทั่วอาเซียน และปรับโครงสร้างทางการเงิน ให้มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเข้าไปถือหุ้นร้อยละ 55 คิดเป็นมูลค่า 20,817 ล้านบาทในบริษัท PT Fajar Surya Wisesa Tbk. (Fajar) ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจกระดาษขนาดใหญ่ของอินโดนีเซีย และเป็นประเทศที่ต้องการ ใช้บรรจุภัณฑ์จำนวนมาก

หน่วยงานส่วนกลาง (Corporate Functions) ซึ่งมีภารกิจสนับสนุนการดำเนินงานของทุกธุรกิจในเอสซีจี ให้ดำเนินงานด้วยความรวดเร็ว ยิ่งขึ้นและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ได้นำแนวคิดการ Lean, ออโตเมชัน และเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้ลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการนำออโตเมชัน เช่น Robotic Process Automation มาใช้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานกว่าร้อยละ 30 และนำเทคโนโลยีทันสมัยที่ได้รับการยอมรับระดับโลกอย่าง Blockchain ช่วยลดขั้นตอน และต้นทุนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ได้มากกว่าร้อยละ 60 ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทรานสฟอร์ม ที่มุ่งไปสู่การจัดการ มาตรฐานระดับโลกในทุก ๆ กระบวนการทำงาน

นอกจากนี้ เอสซีจียังมีกระบวนการจัดการเพื่อปรับกรอบความคิด และวัฒนธรรมองค์กรให้ทำงานเสมือนเป็นผู้ประกอบการ (Entrepeuneur Mindset) ที่กล้าเสี่ยง รู้ลึก รู้จริง และคำนึงถึงความต้องการที่แท้จริง ของลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญ ผ่านการตั้งหน่วยงาน สตาร์ทอัพสตูดิโอภายใน ชื่อ Zero to One ส่งผลให้เกิดแนวคิด และนวัตกรรมที่ล้ำหน้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งส่งเสริมการทำ Open Innovation ผ่านหน่วยงาน AddVentures by SCG ที่ดูแลการทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพชั้นนำ ภายนอกที่ได้รับการยอมรับ เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรม ให้ลูกค้าในไทยและอาเซียน ตลอดจนเข้าไปลงทุน และสนับสนุนให้สตาร์ทอัพขยายธุรกิจพร้อมเติบโตไปด้วยกัน ส่งผลให้เอสซีจีได้มีโอกาสร่วมเรียนรู้ และต่อยอดกับกลุ่มสตาร์ทอัพดังกล่าว ทั้งยังเป็นโอกาสที่จะขยายธุรกิจ ไปในอุตสาหกรรม หรือตลาดอื่น ได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ด้วยความผันผวนจากหลายปัจจัยในปี 2562 ได้แก่ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ราคาน้ำมันที่มีความผันผวน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่อยู่ในช่วงวัฏจักรอ่อนตัวลง รวมทั้งสถานการณ์ในประเทศ อาทิ การแข็งค่าของเงินบาท สถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอน ภาวะหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ทั้งหมดนี้มีส่วนให้ผลประกอบการโดยรวมของเอสซีจี ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยมีรายได้จากการขายรวม 437,980 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8 จากปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับปีก่อนรายการปรับเงินชดเชย ตามกฎหมายแรงงาน 34,049 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 24 จากปีก่อน ทั้งนี้ หากรวมรายการดังกล่าวมูลค่า 2,035 ล้านบาท จะทำให้เอสซีจีมีกำไรสำหรับปี 32,014 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 28 จากปีก่อนจากผลประกอบการที่ลดลงของธุรกิจเคมิคอลส์

อย่างไรก็ตาม ฐานะทางการเงินโดยรวมของเอสซีจี ณ สิ้นปี 2562 ยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากได้ลงทุนและพัฒนานวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มี Net Debt to EBITDA มีสัดส่วนอยู่ที่ 2.4 เท่า ในขณะที่เงินกู้เกือบทั้งหมดเป็นเงินบาทและอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย อยู่ที่ร้อยละ 3.1 และกระแสเงินสดมีเสถียรภาพจากผลการดำเนินงานของธุรกิจหลักที่มั่นคง คณะกรรมการบริษัทจึงมีมติ เสนอให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2563 อนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2562 เป็นเงินทั้งสิ้น 16,800 ล้านบาท หรือในอัตราหุ้นละ 14.0 บาท คิดเป็นร้อยละ 52 ของกำไรสำหรับปี ตามงบการเงินรวม แบ่งเป็นเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 7.0 บาท และเงินปันผลประจำปีส่วนที่เหลือในอัตราหุ้นละ 7.0 บาท

 
     

  ผนึกพลังกับพันธมิตร พัฒนาจุดแข็งให้แกร่งกว่าเดิม  
 
     

ปีที่ผ่านมา เอสซีจีได้ร่วมกับองค์กรชั้นนำทั้งในไทยและระดับโลก ที่มีความเชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ค้นคว้า วิจัยนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ ความต้องการลูกค้าทั้งในปัจจุบันและในอนาคต โดยได้ลงนามความร่วมมือกับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (CAS) ตั้งศูนย์ความร่วมมือ SCG-CAS ICCB Innovation Hub ครั้งแรกในไทย เพื่อพัฒนานวัตกรรม รวม 5 อุตสาหกรรม คือ เมืองอัจฉริยะ ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ เคมีภัณฑ์มูลค่าสูง ธุรกิจพลังงานใหม่ สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งเปิดศูนย์วิจัยและพัฒนา SCG Advanced Materials Laboratory ในเมืองออกซฟอร์ด สหราชอาณาจักร เพื่อพัฒนาต้นแบบสินค้าในกลุ่ม Functional Materials

นอกจากนี้ ในฐานะที่เป็นผู้นำธุรกิจซึ่งขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งในไทยและอาเซียนมาอย่างต่อเนื่องจึงได้จัดงาน SD Symposium ครบรอบ 10 ปี ภายใต้แนวคิด Collaboration for Action โดยมีเครือข่ายพันธมิตรชั้นนำในระดับประเทศและระดับโลกกว่า 45 รายมาร่วมประกาศเจตนารมณ์ในการนำแนวคิดนี้ ไปประยุกต์ใช้ภายในองค์กรเพื่อให้เกิด การพัฒนาความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม และเอสซีจีจะยังคงเดินหน้าผลักดันแนวคิดนี้กับคู่ค้า คู่ธุรกิจ ชุมชนและกลุ่มลูกค้าต่อไป

 
     

คณะกรรมการบริษัทขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นกู้ ผู้ร่วมทุน คู่ค้า คู่ธุรกิจ ลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย สถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ ที่สนับสนุนการดำเนินงานด้วยดีตลอดมา รวมทั้งพนักงานที่ทุ่มเทสรรพกำลัง เพื่อให้องค์กรเติบโตอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวน

แม้ว่าเศรษฐกิจปีที่ผ่านมาจะมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกที่อยู่เหนือการควบคุม แต่สิ่งที่เอสซีจีจะยังคงมุ่งมั่นรับมือกับความท้าทายดังกล่าวให้ได้ คือ การทรานสฟอร์มทั้ง “รูปแบบธุรกิจ” และ “คน” ให้เข้าใจและเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้อย่างดีที่สุด เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและส่งมอบโซลูชัน สินค้า บริการให้ตรงใจลูกค้าทุกกลุ่มทั่วภูมิภาคอย่างทันท่วงที เอสซีจีเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์เหล่านี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว และสร้างความเติบโตให้องค์กรได้อย่างยั่งยืน

กรุงเทพมหานคร วันที่ 29 มกราคม 2563





   
พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล
ประธานกรรมการ
 
รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส
กรรมการผู้จัดการใหญ่