หน้าหลัก > รู้จักเอสซีจี

รู้จักเอสซีจี

สารจากคณะกรรมการ

ปี 2560 ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจโลกโดยรวมดีขึ้นจากฐานของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักอย่าง สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญีปุ่นและจีน ซึ่งเป็นผลจากนโยบายการคลัง การค้าโลกที่ขยายตัวต่อเนื่อง ตลอดจนสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงที่ลดลง

สำหรับเศรษฐกิจอาเซียนยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะเวียดนามที่เน้นส่งเสริมกำรลงทุนและการเปิดเสรีการค้า จนกลายเป็นประเทศที่น่าจับตาที่สุดในภูมิภาค และอินโดนีเซียซึ่งมีประชำกรมากที่สุดในอาเซียน ยังได้อานิสงส์จากการใช้จ่ายของภาครัฐและการอุปโภคบริโภคของภาคครัวเรือน ทำให้มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจดีขึ้น รวมทั้งฟิลิปปินส์ที่มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทั้งเมียนมา สปป. ลาว และกัมพูชา ที่ต่างได้รับแรงกระตุ้นเศรษฐกิจจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ ทำให้สามารถเติบโตได้อย่างดีเช่นกัน

ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีกว่าที่คาดการณ์ ทำให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดการณ์ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทย ในปี 2560 ไว้ว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 4.0 โดยได้แรงหนุนหลักจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมทั้งการส่งออกที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจในปี 2560 จะดีขึ้นกว่าปี 2559 ที่ผ่านมา แต่เอสซีจียังได้รับผลกระทบจากปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในภาพรวม ได้แก่ ต้นทุนวัตถุดิบทั้งปิโตรเคมีและแพคเกจจิ้งที่สูงขึ้น ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ตลอดจนสภาพการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงยิ่งขึ้นในหลายธุรกิจโดยเฉพาะซีเมนต์ เอสซีจีจึงเน้นแนวทางการดำเนินธุรกิจที่พร้อมปรับตัวอย่างรวดเร็วให้ทันกับทุกการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างการบริหารงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจการขยายผลการบริหารธุรกิจด้วยระบบการจัดการ Integrated Business Excellence (IBE) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบการผลิตและการวางแผนงานอย่างเชื่อมโยงกันทั้งห่วงโซ่คุณค่ำ (Value Chains) ที่สร้างความคล่องตัวให้กับการปฏิบัติงาน เพิ่มประสิทธิผล ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ให้กับองค์กร นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจมากยิ่งขึ้น เอสซีจียังส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ได้อย่ำงรวดเร็ว รวมทั้งขยายการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผลประกอบการในปี 2560 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 450,921 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีก่อน จากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เอสซีจี มีผลกำไรเท่ากับ 55,041 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2 จากปีก่อน โดยมีปัจจัยสำคัญจากสภาพการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ตลอดจนค่าเงินบาทที่แข็งค่าและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ทั้งนี้เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน และสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม คณะกรรมการบริษัทจึงมีมติเห็นควรเสนอที่ประชุมสำมัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 เพื่อพิจารณำอนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2560 ในอัตราหุ้นละ 19.00 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 41 ของกำไรสำหรับปีตามงบการเงินรวม โดยแบ่งเป็นเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 8.50 บำท และเงินปันผลประจำปีส่วนที่เหลือในอัตราหุ้นละ 10.50 บาท



  เสริมศักยภาพนวัตกรรม ตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล  
 
     

เอสซีจีมุ่งให้ความสำคัญกับการเปิดรับนวัตกรรมจากภายนอก (Open Innovation) เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคได้รวดเร็วตรงจุดยิ่งขึ้น เช่น การตั้ง Open Innovation Center เพื่อต่อยอดความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมทั้งสตาร์ทอัพทั่วโลก เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงในกลุ่ม Materials Clean Tech และ Sensor & Internet of Things (IoT) และการเปิดโรงงานนำร่องร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในจีน เพื่อขยายผลการผลิต Functional Material ภายใต้เครื่องหมายการค้า CIERRA? ซึ่งเป็นนวัตกรรมชนิดใหม่ของโลก ที่วิจัยและพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2559

เอสซีจี ยังได้ตั้ง AddVentures บริษัทในรูปแบบ Corporate Venture Capital (CVC) เพื่อลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพที่เกี่ยวโยงกับเอสซีจี เช่น ดิจิทัลสตาร์ทอัพโลจิสติกส์ เพื่อให้ลูกค้าเข้ำถึงบริการรถขนส่งของเอสซีจี โลจิสติกส์ กว่ำ 7,000 คันทั่วอาเซียน ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการส่งเสริมนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลภายในองค์กร

นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ เช่น การพัฒนาระบบ Automation & Robotics ในกระบวนการผลิตและซ่อมบำรุง จนสามารถให้บริการกับลูกค้าระดับนานาชาติ เช่น เนเธอร์แลนด์ การพัฒนาระบบจัดเก็บและเรียกคืนสินค้า หรือการใช้ IoT กับระบบตรวจสอบสินค้าคงเหลือในสต๊อกแบบอัตโนมัติเพื่อความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยระหว่างปฏิบัติงานยิ่งขึ้นพร้อมขับเคลื่อนสู่ Industry 4.0

ในปี 2560 เอสซีจี มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ทั้งสิ้น 175,541 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 39 ของรายได้จากการขายรวม และมีรายได้จากการขายสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม SCG eco value ทั้งสิ้น 185,158 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 41 ของรายได้จากการขายรวม โดยเอสซีจีได้ลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรม เป็นเงิน 4,178 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.9 ของรายได้จากการขายรวม

 
     


  เดินหน้าโครงการลงทุนในอาเซียน เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน  
 
     

เอสซีจีมีโครงกำรที่สำคัญ ได้แก่ โครงการปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกของเวียดนาม หรือ Long Son Petrochemicals Company Limited (LSP) โดยคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างโครงการ 4 – 5 ปี หลังได้ความคืบหน้าเรื่องแหล่งเงินกู้และรายละเอียดโครงการในช่วงต้นปี 2561

สำหรับธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้เข้าลงทุนใน Vietnam Construction Materials JSC (VCM) ในภาคกลางของเวียดนาม มีกำลังการผลิต 3.1 ล้านตันต่อปี ขณะที่โรงงานปูนซีเมนต์ในเมียนมาได้เริ่มผลิตสินค้าออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนมกราคม และ สปป. ลาว เริ่มผลิตได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม ทำให้ปัจจุบันเอสซีจีมีโรงงานปูนซีเมนต์ใน 6 ประเทศหลักของอาเซียน มีกำลังการผลิตรวมกับในประเทศไทย 33.5 ล้ำนตันต่อปี เพื่อตอบสนองความต้องการในภูมิภาคที่กำลังเติบโต

ส่วนในไทย ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจเซรามิก โดยควบ 5 บริษัทผลิตเซรามิก รวมจุดแข็งของแต่ละบริษัท เพื่อเพิ่มประสิทธิภำพจากมูลค่ำเพิ่ม (Synergies) ด้ำนการตลาดและการขาย การผลิต รวมถึงการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งเปิดเอสซีจี เอ็กซ์เพรส (SCG EXPRESS) บริการจัดส่งพัสดุด่วน และเป็นรายเดียวในตลาดที่มีนวัตกรรมส่งพัสดุด่วนแบบควบคุมอุณหภูมิ โดยมีแผนขยายพื้นที่บริการทั่วประเทศกลางปี 2561

ด้านธุรกิจแพคเกจจิ้ง ได้เข้าลงทุนใน PT Indocorr Packaging Cikarang อินโดนีเซีย มีกำลังการผลิตรวม 32,000 ตันต่อปี รวมถึงหาโอกาสลงทุนในบรรจุภัณฑ์ทุกประเภท เพื่อรองรับการใช้งานที่เติบโต และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

สำหรับผลกำรดำเนินงานของเอสซีจีนอกเหนือจากธุรกิจในประเทศไทย ในปี 2560 เอสซีจีมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอาเซียนเท่ากับ 106,597 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24 ของรายได้จากการขายรวม โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอื่น ๆ 80,084 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17 ของรายได้จากการขายรวม ทั้งนี้ สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 มีมูลค่า 573,412 ล้านบาท โดยร้อยละ 24 เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน

 
     


  พร้อมปรับตัวรับทุกการเปลี่ยนแปลง  
 
     

นอกเหนือจากการเร่งดำเนินการ เพื่อรักษามาตรฐานการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้การพัฒนาของดิจิทัลเทคโนโลยีซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ต้นทุน พลังงานและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น และปัจจัยอื่น ๆ เอสซีจียังให้ควมสำคัญกับการพัฒนาทักษะพนักงานให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และสามารถปฏิบัติหน้าที่ใหม่ ๆ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าและการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศได้

 
     


คณะกรรมการบริษัท ขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นกู้ ผู้ร่วมทุน คู่ค้า คู่ธุรกิจ ลูกค้า พนักงาน ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ำย รวมถึงสถาบันการเงิน ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่สนับสนุนการดำเนินงานของเอสซีจีด้วยดีตลอดมา และขอให้เชื่อมั่นว่าเอสซีจีจะยังยึดมั่นการดำเนินธุรกิจตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้หลักบรรษัทภิบาลที่ดี เพื่อสร้างสมดุลการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตลอดจนมุ่งเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ภูมิภำคอาเซียน เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำธุรกิจอย่างยั่งยืนตามวิสัยทัศน์ของเอสซีจี

กรุงเทพมหานคร วันที่ 24 มกราคม 2561





   
จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา
ประธานกรรมการ
 
รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส
กรรมการผู้จัดการใหญ่