หน้าหลัก > รู้จักเอสซีจี

รู้จักเอสซีจี

สารจากคณะกรรมการ

ปี 2561 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีหลังที่มีความผันผวนอย่างมาก ของสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ อันเนื่องจากหลายปัจจัย อาทิผลกระทบของสงครามการค้า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น ความตึงเครียดทางการเมืองในหลายประเทศ รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ผันผวนจากนโยบายคว่ำบาตรอิหร่าน ส่วนเศรษฐกิจอาเซียนในช่วงครึ่งปีแรก แม้ยังอยู่ในระดับดีด้วยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งออกแต่จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่เข้ามากระทบทำให้มีปัจจัยความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น

เช่นเดียวกันกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ช่วงครึ่งปีแรกมีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากปัจจัยภาคการผลิต แต่ในครึ่งปีหลังเริ่มมีปัจจัยที่ส่งผลด้านลบมากขึ้น อาทิการชะลอตัวของภาคการส่งออก การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และความไม่แน่นอนของจำนวนนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ความต้องการวัสดุก่อสร้างในครึ่งปีหลัง ยังคงมีแนวโน้มดีขึ้นจากโครงการลงทุนของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

จากภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจส่งผลให้ปี 2561 ผลประกอบการโดยรวมของเอสซีจีได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยมีรายได้จากการขายรวม 478,438ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ6จากปีก่อน มีผลกำไร 44,748 ล้านบาท ลดลงร้อยละ19จากปีก่อน ซึ่งเกิดจากปัจจัยสำคัญคือวัฏจักรอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่อ ่อนตัวลง รวมถึงการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการทำกำไรของเอสซีจีโดยรวมอยู่ที่ร้อยละ 9 ซึ่งถือว่าอยู่ในฐานะที่มีความแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับผลประกอบการของอุตสาหกรรมในภาพรวม

ทั้งนี้คณะกรรมการบริษัทจึงมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 เพื่ออนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2561 เป็นเงินทั้งสิ้น 21,600 ล้านบาท หรือในอัตราหุ้นละ 18.00 บาท คิดเป็นร้อยละ 48 ของกำไรสำหรับปีตามงบการเงินรวม โดยแบ่งเป็น เงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 8.50 บาท และเงินปันผลประจำปี ส่วนที่เหลือในอัตราหุ้นละ 9.50 บาท

จากภาวะความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้น ประกอบกับการคาดการณ์แนวโน้มความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เอสซีจี จึงได้ดำเนินการรับมือกับ สถานการณ์ดังกล่าว โดยเน้น 2 กลยุทธ์หลัก คือ การสร้างเสถียรภาพทางการเงิน (Stability) และการบริหารจัดการการเติบโต ของธุรกิจในระยะยาว (Long-term Growth) เพื่อให้เอสซีจีสามารถรักษาความแข็งแกร่ง พร้อมรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงทีทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน



  การสร้างเสถียรภาพทางการเงิน  
 
     

ฐานะทางการเงินโดยรวม ณ สิ้นปี2561 ของเอสซีจียังคงแข็งแกร่ง โดยมีสัดส่วน Net Debt to EBITDA อยู่ที่ 1.7 เท่า ในขณะที่เงินกู้เกือบทั้งหมดเป็นเงินบาท และอัตราดอกเบี้ยคงที่กว่าร้อยละ 90 และกระแสเงินสดมีเสถียรภาพ จากผลการดำเนินงานของธุรกิจหลักที่มั่นคง

เอสซีจีมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) โดยลงทุน เรื่องพลังงานทดแทนซึ่งมีส่วนช่วยลดต้นทุนพลังงาน อาทิ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในโรงงาน โดยในปีที่ผ่านมามีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 38 เมกะวัตต์ ทำให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากภายนอก ได้เกือบ 200 ล้านบาทต่อปี การทำสัญญาซื้อขายถ่านหินล่วงหน้า ทำให้เอสซีจีสามารถบริหารค่าใช้จ่าย ด้านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดปี 2561

นอกจากนี้ เอสซีจียังขยายโอกาสส่งออกตามทิศทางของตลาดโลก ซึ่งมีเส้นทางการค้าที่เปลี่ยนไปจาก ผลของสงครามการค้า ส่วนการลงทุนระยะยาว อย่างโครงการปิโตรเคมีครบวงจร Long Son Petrochemicals Company Limited (LSP) ในเวียดนาม ที่มีมูลค่าการลงทุนโครงการรวม 5,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 173,000 ล้านบาทนั้น เอสซีจีได้ลงนามสัญญาเงินกู้ เป็นเงินกว่า 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 110,000 ล้านบาท กับ 6 สถาบันการเงินชั้นนำ ทั้งในและต่างประเทศ ใน วันที่ 3 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา ทำให้มั่นใจว่าโครงการจะมีเงินทุนเพียงพอ สามารถดำเนินงานได้ตามแผน

 
     


  การบริหารจัดการการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว  
 
     

เอสซีจียังคงขยายการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนเพื่อการเติบโตอย่างต่อเนื่องสำหรับผลการดำเนินงานของเอสซีจี นอกเหนือจากธุรกิจ ในประเทศไทย ในปี 2561 เอสซีจีมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอาเซียนเท่ากับ 118,014 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 25 ของรายได้ จากการขายรวม โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 11จากช่วงเดียวกัน ของปีก่อนและมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอื่น ๆ 86,155 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 18 ของรายได้จากการขายรวม ทั้งนี้สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ สิ้นปี 2561 มีมูลค่า 589,787ล้านบาท โดยร้อยละ 28 เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน

เอสซีจีมีโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกของเวียดนาม หรือ Long Son Petrochemicals Company Limited (LSP) มีความคืบหน้าตามแผน โดยได้รับการสนับสนุนสิทธิประโยชน์การลงทุนจากรัฐบาลเวียดนาม และเริ่มดำเนินการ เพื่อเตรียมการก่อสร้างแล้ว คาดว่าจะสามารถเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ ได้ทันช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 สำหรับอินโดนีเซีย เอสซีจีลงทุนซื้อหุ้นร้อยละ 29 ใน PT Catur Sentosa Adiprana Tbk (CSA) ที่ดำเนินธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ สำหรับสินค้าเกี่ยวกับบ้านและวัสดุก่อสร้างในชื่อ Mitra10 คิดเป็นมูลค่า2,400 ล้านบาท เพื่อขยายฐานธุรกิจในตลาดอินโดนีเซีย ที่กำลังเติบโตและเป็นตลาดขนาดใหญ่

นอกจากนี้ เอสซีจียังมองหาตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพและมูลค่าของตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็วเช่น การขยายธุรกิจโลจิสติกส์ ไปในจีน โดยร่วมกับ Jusda Supply Chain Management International (JUSDA) บริษัทลูกของ Foxconn ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างจีน กับภูมิภาคอาเซียน และพัฒนาระบบการขนส่งข้ามแดนในรูปแบบ Total Supply Chain Solution โดยระยะแรกจะเน้นให้บริการที่จีนตอนใต้ นอกจากนี้มีการพัฒนานวัตกรรมโซลูชั่น Fulfillment by SCG Logistics ครบวงจร ที่ให้บริการคลังสินค้าจัดเก็บ บรรจุหีบห่อและจัดส่งสินค้าตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ช่วยเชื่อมต่อและให้บริการ นำเข้า-ส่งออกสินค้าไทยไปยังจีน

เพื่อสร้างความสามารถทางการแข่งขันและโอกาสการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน เอสซีจียังมุ่งเน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าบริการ และโซลูชั่นครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ายุคดิจิทัลให้มากยิ่งขึ้น โดยปี2561 เอสซีจีมียอดขายสินค้า และบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services - HVA) 184,965 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 39 ของยอดขายรวม โดยใช้งบเพื่อพัฒนานวัตกรรมกว่า 4,674 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ1ของยอดขายรวม

  • ตัวอย่างนวัตกรรมสินค้า บริการ และโซลูชั่นที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยเริ่มต้นจากมุมมองและความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก อาทิ การคิดค้นนวัตกรรมเม็ดพลาสติก SCGTM PE คุณภาพสูง ที่ผลิตจาก SMX Technology™ (Patented) เพื่อตอบความ ต้องการของกลุ่มผู้ผลิตและผู้แปรรูปพลาสติกที่มองหาเม็ดพลาสติกคุณภาพสูงกว่าเดิม ใช้ปริมาณวัสดุในการผลิตน้อยลง แต่ยังคงความแข็งแรง การพัฒนา CIERRA™ (เซียร์ร่า) นวัตกรรมในกลุ่ม Functional Materials ที่วิจัยและพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัย Oxford สหราชอาณาจักรซึ่งเป็นวัสดุเติมแต่งชนิดใหม่ที่ช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพให้ผลิตภัณฑ์พลาสติกได้หลากหลายประเภท
  • การพัฒนานวัตกรรมถ่ายเทอากาศ Active AIRflow™ Systemเพื่อบ้านอยู่สบายซึ่งเป็นระบบสร้างกลไกการถ่ายเทอากาศและระบายความร้อนเพื่อสร้างคุณภาพอากาศที่ดีนอกจากนี้ยัง เปิดตัว “SCG HOME” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเจ้าของบ้าน ยุคใหม่ ด้วยนวัตกรรมเพื่อที่อยู่อาศัยที่เชื่อมต่อการซื้อขาย ด้วยดิจิทัลครบวงจร เน้นการดำเนินธุรกิจเป็นผู้ให้บริการในทุกรูปแบบ และครอบคลุมทุกช่วงอายุทั้งกลุ่ม Eldercare, SmartLiving และ Smart Careการพัฒนา Home Buddy Application และ SCG Online Store บนมือถือเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้ลูกค้า ให้คำปรึกษาเรื่องบ้านตลอดจนการสั่งซื้อสินค้าได้อย่างรวดเร็ว

อีกหนึ่งกลยุทธ์หลักเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของเอสซีจี คือการมุ่งดำเนินธุรกิจตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยเน้นการใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็นให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่กระบวนการผลิตการบริโภคจนถึงการนำกลับมาใช้ซ้ำเป็นวัตถุดิบ สู่การเติบโตอย่างสมดุลของธุรกิจ คุณภาพชีวิต และอนาคตโลกที่ยั่งยืน โดยเริ่มจากการปลูกจิตสำนึก สร้างการตระหนักรู้ และพฤติกรรมจากคนในองค์กร รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กร

 
     


  เอสซีจี ทำให้ดียิ่งขึ้นเพื่อชีวิตคุณที่ดียิ่งกว่า  
 
     

คณะกรรมการบริษัทขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นกู้ ผู้ร่วมทุน คู่ค้า คู่ธุรกิจลูกค้า และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายรวมถึง สถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ ที่สนับสนุนการดำเนินงานของเอสซีจี ด้วยดีตลอดมา รวมถึงขอบคุณพนักงานที่ทำให้เอสซีจี สามารถยืนหยัดและรักษาความแข็งแกร่งท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจ ที่มีความท้าทายตลอดปีที่ผ่านมา

ขอให้เชื่อมั่นว่า เอสซีจีจะเดินหน้าเสริมประสิทธิภาพการตอบโจทย์ลูกค้าให้ดีขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง ผ่านนวัตกรรมสินค้าบริการและโซลูชั่น การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลการเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน มาใช้ยกระดับกระบวนการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า อันเป็นรากฐานสำคัญต่อการสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจเติบโตในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะพนักงานให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง มุ่งขับเคลื่อนการทำงานด้วย Passion ของทุกคนในองค์กรเพื่อส่งต่อ “สิ่งที่ดีกว่า” ให้ลูกค้าตามคำมั่นสัญญาของเรา “Passion for Better”

 
     


ตามที่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 29 มีนาคม 2561 แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ เรื่องนายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานกรรมการ ขอลาออกจากการเป็น กรรมการบริษัทแล้วนั้น คณะกรรมการบริษัทได้มีมติแต่งตั้ง พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์สุขวิมล เป็นประธานกรรมการคนใหม่ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 เป็นต้นไป

กรุงเทพมหานคร วันที่ 30 มกราคม 2562





   
พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล
ประธานกรรมการ
 
รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส
กรรมการผู้จัดการใหญ่