หน้าหลัก > รู้จักเอสซีจี

รู้จักเอสซีจี

สารจากคณะกรรมการ

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจโลกซบเซาอย่างหนัก ในปี 2563 คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะหดตัวประมาณร้อยละ 4.3 และฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ในต้นปี 2564 เนื่องจากหลายประเทศยังเผชิญกับการแพร่ระบาดระลอกใหม่ และการกระจายวัคซีนให้ได้ทั่วทั้งโลกจะใช้เวลาอีกพอสมควร สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อภูมิภาคอาเซียน ในปี 2563 คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 4.4 โดยเวียดนามได้รับผลกระทบจากโควิด 19 น้อยที่สุด และเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่เศรษฐกิจ สามารถขยายตัวได้ ส่วนประเทศไทย คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัวร้อยละ 6.6 จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง รวมถึงผลจากวิกฤตภัยแล้ง ในปี 2564 คาดว่าจะเศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวร้อยละ 3.2 แม้มีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด 19

  ทางรอดคือ การปรับตัว  
 
     

เอสซีจี มุ่งปรับตัวฝ่าวิกฤตโควิด 19 ด้วยความรวดเร็วคุมเข้มมาตรการบริหารจัดการ ความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ไม่ยอมจำนนต่อความเปลี่ยนแปลง พัฒนาให้องค์กรมีความแข็งแกร่งขึ้น และบุคลากรมีความสามารถมากขึ้น เดินหน้ารักษาเสถียรภาพของธุรกิจในระยะยาว ด้วยการมองไปข้างหน้า (Proactive) และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อพัฒนานวัตกรรมและโซลูชัน ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการลูกค้ายุค New Normal เพื่อก้าวข้ามทุกความท้าทาย และฟื้นคืนสู่ความแข็งแกร่ง เอสซีจียังเตรียมพร้อมรับมือหากสถานการณ์เลวร้ายที่สุด (Prepare for the Worst) และวางแผนสำหรับโอกาสทางธุรกิจ ที่เข้ามาได้ทุกเมื่อ (Plan for the Best) ความพร้อมปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง วางแผนบริหารจัดการความต่อเนื่องของธุรกิจ และลงมือปฏิบัติให้รวดเร็วทันต่อสถานการณ์ คือ กุญแจสำคัญของการเอาชนะวิกฤต

 
     

  พร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลง เพื่อการเดินหน้าต่ออย่างยั่งยืน  
 
     

ธุรกิจเคมิคอลส์ ปรับตัวต่อเนื่องเพื่อให้มีผลการดำเนินงานที่ดี โดยปรับกลยุทธ์เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ในตลาดที่ผันผวนและท้าทาย เพิ่มมาตรการเชิงรุก ด้านการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด 19 พัฒนาและใช้ Digital Commerce Platform (DCP) เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้การส่งมอบสินค้าและบริการแก่ลูกค้า เป็นไปอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย มุ่งพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงให้มีสัดส่วนที่สูงขึ้น ทั้งยังเร่งพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ เศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อส่งเสริมการรีไซเคิลและตอบโจทย์เจ้าของแบรนด์ พร้อมกันนี้ได้เปิดศูนย์ i2P (Ideas to Products Center) ให้ลูกค้าได้เห็นถึงนวัตกรรมสินค้าและบริการ

โครงการปิโตรเคมีครบวงจร Long Son Petrochemicals Company Limited ประเทศเวียดนามที่จะเพิ่มขีดความสามารถ ทางการแข่งขันของเอสซีจีในภูมิภาคให้มีศักยภาพมากขึ้นในระยะยาว เดินหน้าก่อสร้างได้ตามแผน มีการปรับแผนงานการก่อสร้าง ใช้ระบบตรวจสอบทางไกลและผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก ในการตรวจสอบเครื่องจักรจากประเทศต้นทาง ก่อนที่จะนำเข้ามายัง ประเทศเวียดนาม ทำให้ดำเนินการได้ต่อเนื่องและคืบหน้า ตามแผนโดยไม่มีการระบาดของโควิด 19 ในพื้นที่โครงการ

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เร่งปรับโมเดลธุรกิจเพื่อยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างและที่อยู่อาศัย โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ โซลูชันและช่องทางค้าปลีกในรูปแบบ Active Omni-channel ที่เชื่อมต่อช่องทางออนไลน์ (SCGHOME.com) และออฟไลน์ (เครือข่ายร้านค้าวัสดุก่อสร้างทั้งหมดของเอสซีจี) เพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุดให้กับลูกค้า แพลตฟอร์ม nocnoc เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับเจ้าของบ้าน ตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ด้านการขนส่งสินค้าได้เพิ่มมาตรการเชิงรุก ด้านสุขอนามัยในการให้บริการเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจทั้งด้านคุณภาพและความปลอดภัย เมื่อใช้บริการเทคโนโลยี BIM (Building Information Modelling) และ AR-VR (Augmented & Virtual Reality) สำหรับอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ด้วยแบบจำลองตรวจสอบงานออกแบบ ก่อนลงมือก่อสร้างช่วยทำให้งานรวดเร็วขึ้น ประหยัดงบประมาณ และลดของเสียจากการก่อสร้าง

พร้อมกันนี้ ได้เพิ่มมาตรการเชิงรุกด้านสุขอนามัยในการให้บริการ รวมทั้งเผยแพร่องค์ความรู้ และมาตรการช่วยลดความเสี่ยง จากการติดเชื้อโควิด 19 ให้คู่ค้าในวงการก่อสร้าง ทั้งผู้พัฒนาโครงการ ผู้รับเหมา และช่าง ตลอดจนร้านผู้แทนจำหน่าย เพื่อให้ทุกฝ่ายผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน

ธุรกิจแพคเกจจิ้ง เพื่อก้าวสู่ป้าหมาย “ผู้นูำด้านโซลูชันบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน” ธุรกิจแพคเกจจิ้ง (เอสซีจีพี) มุ่งสร้างสรรค์โซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์ใหม่ ๆ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น พฤติกรรมการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ และการซื้อสินค้าออนไลน์ ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นด้านสุขอนามัยในการผลิต และการขนส่งบรรจุภัณฑ์ ในสถานการณ์โควิด 19 รวมทั้งการทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด ทำให้ปรับกระบวนการส่งมอบสินค้า และบริการยืดหยุ่นสอดคล้อง กับสถานการณ์ ส่งผลให้ธุรกิจของลูกค้า เดินหน้าได้อย่างรวดเร็วไปพร้อมกับ การเติบโตอย่างมีเสถียรภาพของเอสซีจีพี

ในปีที่ผ่านมา เอสซีจีพีได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นับเป็นก้าวสำคัญ ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพ การดำเนินธุรกิจด้วยฐานะการเงินที่เข้มแข็งขึ้น เพื่อรองรับแผนงานการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต และได้ขยายธุรกิจด้วยการควบรวมกิจการ (Merger & Partnership) อาทิ Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) ประเทศเวียดนาม ที่จะช่วยเสริมธุรกิจให้แข็งแกร่งและเติบโตครอบคลุมภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งมีการเปิดตัว “เอสซีจีพี อินสไปร์ โซลูชันส์ สตูดิโอ” (SCGP-Inspired Solutions Studio) เพื่อให้บริการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย ของลูกค้าและรองรับความต้องการของตลาดในอนาคต

 
     

  ธุรกิจรุดหน้าต่อ ผนึกพลังพันธมิตร ก้าวสู่ความยั่งยืน  
 
     

เอสซีจี ดำเนินธุรกิจอย่างสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ตามแนวทาง ESG (Environment Social และ Governance) ที่ครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และลดภาวะโลกร้อน รวมถึงการบริหารธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาลการสร้างความยั่งยืนให้เกิดผลสำเร็จนั้น เอสซีจีไม่สามารถทำเพียงลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตรร่วมกันขับเคลื่อนสร้างต้นแบบ และขยายผลเครือข่ายความสำเร็จ ออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

เอสซีจี มุ่งมั่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งในไทยและอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2563 เอสซีจีได้จัดงานสัมมนาออนไลน์ระดับโลก “SD Symposium 2020” (Sustainable Development Symposium 2020) ภายใต้แนวคิด “Circular Economy: Actions for Sustainable Future” ผนึกกำลังผลักดันหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ร่วมกับ 180 พันธมิตร ทั้งภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ ชุมชน และเยาวชนคนรุ่นใหม่ ร่วมกันระดมสมองแก้ 4 ปัญหาเร่งด่วนอย่างยั่งยืน คือ 1.แก้ภัยแล้ง ด้วยระบบน้ำหมุนเวียน 2.แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วยการส่งเสริมเกษตร “ปลอดการเผา 100%” และการเข้าถึงเครื่องจักรการเกษตรเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง 3.การจัดการขยะพลาสติกเป็นวาระแห่งชาติ 4.การสนับสนุน วงการก่อสร้างเป็น Green and Clean Construction

นอกจากนี้ ทุกธุรกิจยังเดินหน้าขยายเครือข่ายความร่วมมือ อาทิ ธุรกิจเคมิคอลส์ ได้ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน (Public Private Partnership for Sustainable Plastic and Waste Management) ตลอดจนความร่วมมือระดับโลก The Ocean Cleanup และ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) พันธมิตรเพื่อจัดการพลาสติกใช้แล้ว ที่มีสมาชิกมากกว่า 50 บริษัททั่วโลก ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ผลักดันเครือข่ายความร่วมมือธุรกิจอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy in Construction Industry – CECI) เพื่อร่วมกันยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้าง สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และธุรกิจแพคเกจจิ้ง ร่วมกับอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ขยายผลการจัดการขยะชุมชนให้ครบทั้ง 183 ชุมชนในปี 2566 เพื่อสร้างอำเภอบ้านโป่งให้เป็นอำเภอต้นแบบ ที่มีการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิผล พร้อมขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป เป็นต้น ทั้งนี้ ด้วยเป้าหมายสร้างการเติบโตอย่างสมดุลของการดำเนินธุรกิจ และอนาคตของโลกที่ยั่งยืน

 
     

ในช่วงที่ทั้งโลกต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 บริษัทติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถตรียมแผนการรองรับได้ทันท่วงที ประกอบกับการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ปรับแผนการดำเนินธุรกิจ และรูปแบบการทำงานที่รวดเร็ว ทำให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลประกอบการโดยรวมของเอสซีจีมีรายได้จากการขาย 399,939 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9 จากปีก่อน จากราคาและปริมาณขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลง และมีกำไรสำหรับปี 34,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในทุกธุรกิจ โดยปี 2563 เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services – HVA) 126,115 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 32 ของยอดขายรวม

ฐานะทางการเงินโดยรวมของเอสซีจี ณ สิ้นปี 2563 ยังแข็งแกร่ง Net Debt to EBITDA มีสัดส่วนอยู่ที่ 2.1 เท่า เงินกู้ อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.9% กระแสเงินสดมีเสถียรภาพจากผลการดำเนินงานของธุรกิจหลักที่มั่นคง คณะกรรมการบริษัทจึงมีมติเสนอให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2564 อนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2563 ในอัตราหุ้นละ 14.0 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 16,800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 49 ของกำไรสำหรับปี ตามงบการเงินรวม แบ่งเป็นเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 5.5 บาท และเงินปันผลประจำปีส่วนที่เหลือในอัตราหุ้นละ 8.5 บาท

คณะกรรมการบริษัทขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นกู้ ผู้ร่วมทุน คู่ค้า คู่ธุรกิจ ลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย สถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ ที่สนับสนุนการดำเนินงานด้วยดีตลอดมา รวมทั้งขอขอบคุณพนักงานเอสซีจีทุกคน ที่มุ่งมั่นทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานในช่วงเวลาวิกฤต เพื่อให้องค์กรพร้อมเผชิญสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน และก้าวผ่านไปได้อย่างแข็งแกร่ง แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ขยายวงทั่วประเทศ เอสซีจี ยังมุ่งมั่นรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลง และเร่งสร้างสรรค์นวัตกรรม พร้อมส่งมอบโซลูชันสินค้าบริการให้ตรงใจลูกค้า นำดิจิทัลและเทคโนโลยีมาปรับใช้ ร่วมกับการผนึกพลังเครือข่าย เพื่อให้องค์กรเดินหน้าเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

กรุงเทพมหานคร วันที่ 27 มกราคม 2564





   
พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล
ประธานกรรมการ
 
รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส
กรรมการผู้จัดการใหญ่